CIMB คาด หุ้นกู้ปี 69 แตะ 9 แสนล้านบาท อานิสงส์ "รัฐบาลใหม่-ดอกเบี้ยขาลง" หนุนความเชื่อมั่น
CIMB Thai คาด หุ้นกู้ปี 69 แตะ 9 แสนล้านบาท รับอานิสงส์ "รัฐบาลใหม่-ดอกเบี้ยขาลง" หนุนความเชื่อมั่น แนะ กลยุทธ์ลงทุนสะสมหุ้นกู้คุณภาพดี
นายภูดินันท์ เศรษฐนันท์ Head Affluent & Wealth Management ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ปี 2568 ภาพรวมตลาดหุ้นกู้ไทย มีหุ้นกู้ออกใหม่มูลค่า 877,274 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 ที่มีมูลค่า 913,141 ล้านบาท จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญาณผ่อนคลายด้านเครดิตอย่างชัดเจน สะท้อนจากจํานวนผู้ออกตราสารหนี้ที่ถูกปรับลดอันดับเครดิตลดลง
ขณะที่นักลงทุนยังคงให้ความสําคัญกับคุณภาพเครดิตและมีการคัดเลือกความเสี่ยงอย่างรอบคอบ ซึ่งสะท้อนได้จากการเคลื่อนไหวของ credit spread
โดยกลุ่มอันดับเครดิต AAA ก็มีแนวโน้มแคบลง ขณะที่ AA ทรงตัว และ BBB กว้างขึ้นเล็กน้อย
สำหรับปี 2569 ซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินว่าภาพรวมตลาดหุ้นกู้ มีโอกาสปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยคาดว่ามูลค่าหุ้นกู้ออกใหม่แตะ 880,000 - 900,000 ล้านบาท
โดยมี 3 ปัจจัยสนับสนุนหลัก ได้แก่ ความชัดเจนทางการเมืองหลังการจัดตั้งรัฐบาลในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ช่วยลดความไม่แน่นอนและหนุนความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ รวมถึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำ โดยคาดว่า กนง. จะปรับลดอีก 1 ครั้งในปีนี้ ซึ่งมองว่าจะเป็นข่าวดี ต่อตลาดหุ้นกู้อย่างมาก เนื่องจากช่วยลดต้นทุนทางการเงิน ที่อาจส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของผู้ออกหุ้นกู้อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง สนับสนุนการฟื้นตัวของกําไรบริษัทและเอื้อต่อการแคบลงของ credit spread อีกทั้งยังมีปัจจัยจากมาตรการกํากับดูแลที่เข้มงวดขึ้นของภาครัฐ ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานตลาดและเสริมความเชื่อมั่นนักลงทุน
โดยจะมีหุ้นกู้เอกชนที่ครบกำหนด 870,000 ล้านบาท ส่วนมูลค่าคงค้าง อยู่ที่ 422,000 ล้านล้านบาท ถือโดยลูกค้าบุคคล 152,000 ล้านล้านบาท
ขณะเดียวกัน ประเมินผลตอบแทนหุ้นกู้เอกชนคุณภาพดี ระดับ Investment Grade (BBB+ ขึ้นไป) จะยังทรงตัว ระดับ 1-3% กว่า เทียบเท่ากับปีที่ผ่านมา และคาดว่าการถูกปรับลดอันดับเครดิตมีแนวโน้มลดลดต่อเนื่อง จากการปรับฐานก่อนหน้านี้ลงมาอยู่ระดับที่เหมาะสม
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนําว่า ให้ผู้ลงทุนทยอยสะสมหุ้นกู้เอกชนคุณภาพดี ระดับ Investment Grade (BBB- ขึ้นไป) ในช่วงที่ credit spread ยังอยู่ในระดับจูงใจ ขณะเดียวกันลูกค้าที่ถือพันธบัตรออมทรัพย์สามารถพิจารณาขายทํากําไรในตลาดรอง แล้วนําเงินกลับมาจัดสรรเพื่อลงทุนต่อ ทั้งออมหุ้นกู้เอกชนเพื่อเพิ่มผลตอบแทน
ส่วนผู้ที่เน้นความมั่นคงของเงินต้น สามารถพิจารณาออมพันธบัตรรัฐบาลอายุประมาณ 20 ปีได้ ซึ่งปัจจุบันให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับอดีต และหาก กนง. ปรับลดดอกเบี้ยในช่วงกลางปี พันธบัตรระยะยาวมีโอกาสสร้างกําไรจากการขาย นอกเหนือจากผลตอบแทนดอกเบี้ยที่ได้รับอยู่แล้ว ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนโดยรวมของพอร์ตตราสารหนี้
นอกจากนี้ นายภูดินันท์ กล่าวถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ ว่าหลายนโยบายเศรษฐกิจที่หาเสียงไว้กับประชาชน หากนำมาปรับใช้ในลักษณะที่เร่งตัวขึ้น คาดว่า จะส่งผลบวกต่อระบบเศรษฐกิจ ทั้งมาตรการ Thailand Individual Savings AccountTISA (TISA) หรือ Bond Connect รวมถึงนโยบายอื่น ๆ เกี่ยวกับเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลบวกทั้งหมดต่อภาพรวมของการลงทุน
ขณะที่การจัดตั้งรัฐบาล แม้จะมีกระแสออกมาในหลากหลายรูปแบบว่าพรรคใดจะร่วมรัฐบาลบ้างนั้น แต่จากการสังเกตของตนเอง เชื่อว่าไม่ว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะออกมาในรูปแบบใด ผลประโยชน์ของประเทศจะเป็นตัวนำมากกว่า
"ไม่ว่ารัฐบาลจะฟอร์มตัวออกมาในรูปแบบไหน การดำเนินนโยบายตามที่เคยแจ้งต่อประชาชนไว้น่าจะเป็นผลบวกทั้งหมด และไม่น่าจะมีความเปลี่ยนแปลงไปจากสิ่งที่พูดไว้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุน"
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB